แผลร้อนใน
อาการ : เป็นแผล มีอาการปวดแสบ ปวดร้อน ในปาก รู้สึกรำคาญใจ แผลใหญ แผลเล็ก ขี้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเป็นมากหรือน้อย
สาเหตุ : ดื่มน้ำน้อย หรือ เกิดจากความเครียด เหนื่อยล้า ร่างการอ่อนแอ ดื่นเหล้า หรือ เป็นแผลจากการกระแทก
ผมเขียนข้อความนี้ขึ้นเพราะต้องการแบ่งปันสิ่งที่เจอมา คือเป็นแผลในปาก แผลร้อนใน ซึ่งเวลากินอะไรเข้าไป หรือไปโดนที่แผลแล้วมีอาการปวด หรือรู้สึกปวดแสบ ปวดร้อน รู้สึกรำคาญมาก ขับรถอยู่พอดียาทาก็ไม่ได้ติดมา เลยว่าจะหาน้ำมาอมให้ให้ปวด แต่พอดีมีแค่สปอนเซอร์ขวดเดียว ซึ่งปกติผมเป็นคนที่ดื่มเครื่องดื่ม สปอนเซอร์ และติดไว้ในรถบ่อย เลยลองอมดูประมาณ 1-2 นาทีแล้วบ่วนทิ้ง หรือใครจะกินเข้าไปก็แล้วแต่ ซึ่งก็รู้สึกว่าอาการปวดมันลดลง คือไม่รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนก่อนที่จะอม และอาการปวดก็หายไปเป็นชั่วโมงโดยไม่ต้องอมตลอดเวลา ผมเลยลองอมดูเวลาที่รู้สึกปวดแค่วันที่ 2 แผลในปากก็ไม่รู้สึกปวดและค่อย ๆ หายเอง (ผมไม่ได้รับเงินค่าโฆษณานะ 555 ซื้อกินเหมือนเดิม) ก็ลองดูกันนะครับเผื่อใครมีอาการ จะได้หายไม่รู้สึกปวด ให้รำคาญใจ
สปอนเซอร์ ออริจินัล
ก็ไม่รู้ว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นจะหายหรือเปล่านะครับผมไม่ได้ลอง แผลหายเสียก่อน
เตือน
ผู้ที่ชอบกิน "ไข่แมงดา" อย่าชะล่าใจ เห็นชัดกระดองแมงดาจานกินได้
แต่อาจเป็นไข่แมงดาถ้วย แนะสังเกตอาการหากเกิดอาการลิ้นชา แขนขาชา ใน 15-30
นาที ชัดเจนได้รับพิษแน่ รีบบอกคนใกล้ชิดพาไปพบแพทย์
ระบุส่วนใหญ่ที่ตายเพราะอ่อนแรงหายใจไม่ออก และมาพบแพทย์ช้า
ชี้เมาท์ทูเมาท์ช่วยปฐมพยาบาลได้
ศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี
ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าศูนย์พิษวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงอันตรายจากการกินไข่แมงดาทะเลว่า แมงดาทะเลมี 2
ชนิด คือ แมงดาถ้วย และแมงดาจาน ซึ่งแมงดาจานไม่มีพิษสามารถกินได้
แต่ขณะนี้พบผู้ป่วยได้รับสารพิษ "เต็ตโตรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin)"
จากการกินไข่แมงดาทะเลมากขึ้น โดยช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยมากถึง 8
ราย เสียชีวิต 1 ราย
ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากเกือบเท่าจำนวนผู้ป่วยทั้งปีของปี 2556 คือป่วย 11
ราย เสียชีวิต 1 ราย โดยตั้งแต่ปี 2554 - 9 มี.ค. 2557
พบผู้ป่วยที่ภาคตะวันออกมากสุด 52.17% รองลงมาคือภาคใต้ 19.57% ภาคกลาง
13.04% กทม. 8.70% และภาคตะวันตก 6.52%
ศูนย์พิษฯ
จึงต้องออกมาเตือนประชาชนให้ระวังถึงอันตรายจากการไข่กินแมงดาทะเล
ซึ่งพิษตัวนี้แมงดาทะเลไม่ได้สร้างขึ้นเอง แต่เกิดจากการสร้างของแบคทีเรีย
2-3 ชนิด แล้วพิษเข้าไปสะสมอยู่ในไข่ของแมงดาทะเล เมื่อกินเข้าไปแล้วภายใน
15-30 นาทีจะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ชาบริเวณลิ้น ปลายนิ้วมือและเท้า
จนคนไข้อ่อนแรง แขนขาไม่มีแรง ไม่สามารถขยับตัวได้ กล้ามเนื้อหายใจไม่ทำงาน
ทำให้หายใจไม่ออกและเสียชีวิตในที่สุด หากช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลไม่ทัน
ศ.นพ.วินัย กล่าวว่า
ปัญหาคือประชาชนไม่สามารถแยกได้ว่าอย่างไหนคือแมงดาถ้วยหรือแมงดาจาน
หรือเกิดจากการดูผิดว่าเป็นแมงดาจาน
เพราะเกือบทุกกรณีเมื่อผู้ป่วยได้รับพิษมักยืนยันว่ากินไข่แมงดาจาน
จึงมีข้อสงสัยว่าแมงดาจานอาจมีการข้ามสายพันธุ์
จนสามารถสะสมพิษในไข่ได้เช่นกัน
หรืออีกกรณีคือเมนูไข่แมงดาที่ขายตามร้านอาหารต่างๆ
ผู้บริโภคไม่มีทางรู้ว่าไข่ที่นำมาเสิร์ฟเป็นไข่แมงดาจานจริงหรือไม่
เพราะกระดองที่นำมาใส่ไข่อาจเป็นกระดองของแมงดาจานจริง
แต่ตัวไข่อาจไม่ใช่ก็ได้ ดังนั้น การไม่กินไข่แมงดาจึงปลอดภัยที่สุด
"ผู้ที่กินไข่แมงดาต้องรู้ตัวเองว่ามีความเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษ ฉะนั้น
หากกินแล้วเกิดอาการชาขึ้นอย่าวางใจให้รีบแจ้งคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด
เพื่อให้ช่วยนำตัวส่งโรงพยาบาล
โดยคนใกล้ชิดสามารถช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้
โดยการเปิดเสื้อผ้าของผู้ป่วยเพื่อให้ทางเดินหายใจคล่องที่สุด
เพราะผู้ป่วยจะอ่อนแรงจนไม่สามารถหายใจได้ หากสังเกตว่าเริ่มหายใจเองไม่ได้
ให้ช่วยเป่าปากช่วยผู้ป่วยหายใจ
ที่สำคัญไม่จเป็นต้องให้ผู้ป่วยกินยารืออะไรเพื่อให้รู้สึกดีขึ้น
เพราะเมื่อผู้ป่วยไม่มีแรงการกลืนอาจทำให้สำลักได้ ทั้งนี้
เมื่อนำส่งถึงโรงพยาบาลให้แจ้งแพทย์ พยาบาล
ว่ามีการกินไข่แมงดาทะเลก็จะช่วยให้การดูแลรักษาง่ายขึ้น
โดยแพทย์จะใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่ง 90% อาการจะดีขึ้นได้เองภายใน 3-4 วัน
เนื่องจากพิษดังกล่าวจะสลายจากร่างกายไปเอง" ศ.นพ.วินัย กล่าว
ศ.นพ.วินัย กล่าวว่า สาเหตุที่ตายส่วนใหญ่คือหายใจไม่ออก
และมาพบแพทย์ช้าจนไม่สามารถช่วยเหลือได้ทัน
มีเพียงส่วนน้อยที่เกิดอาการแทรกซ้อน
ซึ่งเกิดจากการได้รับสารพิษเข้าไปมากจนทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ
หรือเกิดความผิดปกติของต่อมไร้ทั่วด้วย
ซึ่งผู้ที่เสียชีวิตในปีนี้ก็เกิดจากการที่หายใจไม่ออกและต่อมไร้ท่อเกิด
ภาวะผิดปกติ
ศ.นพ.วินัย กล่าวว่า
สารพิษตัวนี้เป็นตัวเดียวกับกรณีการกินปลาปักเป้าแล้วเสียชีวิต
ซึ่งพิษตัวนี้จริงๆ แล้วไม่ได้สะสมอยู่ในเนื้อปลาปักเป้า
แต่สะสมอยู่ที่รังไข่ และอวัยวะภายใน ดังนั้น
หากสามารถแล่เนื้อปลาปักเป้าโดยไม่กระทบอวัยวะภายในหรือไข่ก็สามารถกินได้
เช่นประเทศญี่ปุ่นที่คนแล่เนื้อปลาจะต้องสอบจนได้รับใบอนุญาตประกอบการแล่
ซึ่งเมนูปลาปักเป้าเป็นเมนูราคาแพงและขึ้นชื่อเมนูหนึ่งของญี่ปุ่น
โดยคนที่ไปกินจะรู้ตัวดีว่ามีความเสี่ยง
หากเกิดอาการชาก็สามารถส่งโรงพยาบาลได้ทัน แตกต่างจากไทย ที่ อย.
ประกาศห้ามขายปลาปักเป้าเนื่องจากเป็นอันตราย
ประชาชนก็ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องนี้
ที่สำคัญบางครั้งชาวประมงเมื่อจับปลาปักเป้าขึ้นมาได้ก็เสียดาย
จึงมีการแล่เนื้อแล้วปลอมเป็นปลาชนิดอื่น เช่น ปลากระพง
หรือขายในชื่อปลาเนื้อไก่ ซึ่งผู้บริโภคไม่ทราบ
เมื่อกินเข้าไปแล้วเกิดอาการชาจะไม่นึกถึงว่าเป็นปลาปักเป้า
ทำให้บางครั้งมารักษาไม่ทันและเสียชีวิต
"ขอย้ำว่า
ไม่ว่าจะนำไข่แมงดาหรือปลาปักเป้ามาทำให้สุกด้วยความร้อนก็ไม่สามารถสลายพิษ
ตัวนี้ได้ เพราะหลายปีก่อนที่เจ้าของโรงงานซื้อปลาปักเป้ามาทำลูกชิ้นขาย
ซึ่งต้องผ่านกระบวนการความร้อนต่างๆ
ผู้บริโภคยังได้รับอันตรายจากสารพิษอยู่" ศ.นพ.วินัย กล่าว